Blog

Joe's Food Blog

หลายคนอาจจะรู้จักพืช GMO หรือที่ย่อมาจากคำว่า Genetically Modified Organisms กันเป็นอย่างดีว่าเป็นอย่างไร ซึ่งพืช GMO นั้นเป็นพืชดัดแปลงพันธุกรรมที่ผ่านกระบวนการทางพันธุวิศวกรรม โดยเฉพาะจำพวกพักผลไม้ไม่ว่าจะเป็น มะเขือเทศ ข้าวโพด แอปเปิล มันฝรั่ง ถั่วเหลือง มะละกอ ทั้งนี้เพื่อให้มีคุณสมบัติหรือคุณลักษณะตามความต้องการของคน เช่น ให้มีความต้านทานต่อแมลงศัตรูพืชคงทนต่อสภาพแวดล้อม ให้ได้ผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ได้คุณค่าทางโภชนาการเพิ่มขึ้น เป็นต้น



อย่างไรก็ตามการปลูกพืช GMO นั้นยังไม่เป็นที่ยอมรับในประเทศไทยเนื่องนักวิชาการหลายคนเกรงว่าจะมีสารปนเปื้อนเป็นอันตรายต่อมนุษย์ และก่อให้เกิดผลเสียต่อพืชที่ไม่ได้ดัดแปลงพันธุกรรมหรือพืชที่เป็นพันธุกรรมดั่งเดิม
ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานทดแทนหลายคนมองว่า พลังงานทดแทนอีกชนิดหนึ่งที่หน้าสนใจคือพืชพลังงาน GMO เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีประสิทธิภาพและพลังงานที่เพิ่มขึ้นอาทิ เช่น สบู่ดำ ปาล์ม มันสำปะหลัง อ้อย เป็นต้น โดย รศ.ดร.สมบัติ  ทีฆทรัพย์ ประธานกลุ่ม



อุตสาหกรรมพลังงานทดแทน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย บอกว่าแนวโน้มจะเป็นไปได้สูงกว่า 80% ที่จะมีการพัฒนาพืชพลังงานให้เป็นพืชGMO ในไทยเนื่องจากว่าแหล่งพลังงานธรรมชาติในประเทศไทยเริ่มลดน้อยลง และราคาพลาสติกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นผู้ประกอบการณ์อาจนำเอาก๊าซธรรมชาติไปผลิตเป็นพลาสติกมากกว่าผลิตเป็นเชื้อเพลิงซึ่งเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะส่งผลทำให้ราคาแก๊สเพิ่มขึ้นและเป็นไปตามกลไกตลาด



ฉะนั้นพืชพลังงาน GMO จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่หน้าสนใจในการพัฒนาต่อยอดเพื่อรองรับการขาดแคลนพลังงานเชื้อเพลิงในอนาคต ซึ่งคาดว่าจะเริ่มมีการพัฒนาอย่างจริงจังประมาณปี 2560 โดยต้นทุนต่อผลผลิตจะต่ำกว่าการพัฒนาพืชพลังงานที่ยังไม่ได้พัฒนาเป็น GMO อย่างไรก็ตามในการพัฒนาพลังงานทดแทนนั้นทุกอย่างต้องทำควบคู่กับพัฒนาพลังงานทดแทนด้านอื่นไปพร้อมกันเพื่อให้มีทางเลือกด้านพลังงานทดแทนมากขึ้น


โดย : รังสรรค์ อรัญมิตร ผู้สื่อข่าวนิตยสาร Energy Saving
ที่มา : http://www.energysavingmedia.com/news/page.php?a=10&n=15&cno=920


        ศิลปินชาวอังกฤษสร้างเกาะลอยได้บนขวดพลาสติก 150,000 ใบ พร้อมด้วยพลังงานจากเซลล์แสงอาทิตย์ ระบบเก็บเกี่ยวน้ำฝน ถังหมักในห้องน้ำ และยังมีพื้นที่สีเขียวในเม็กซิโก 

ย้อนกลับไปในปี 1998 ศิลปินชาวอังกฤษนามว่า ริชาร์ต โซวา ได้สร้างสรรค์ผลงานอันยิ่งใหญ่ด้วยการสร้างเกาะลอยได้ที่ให้ชื่อว่า “Spiral island “ บนถุงตาข่ายขวดพลาสติกจำนวน 250,000 ใบ รองรับด้วยโครงสร้างไม้อัดและไม้ไผ่ พร้อมด้วยพื้นที่สีเขียวปลูกพืชได้บนทะเลสาบในเม็กซิโก 

ด้วยโครงสร้างบ้าน 2 ชั้น ประกอบไปด้วยเตาอบพลังงานแสงอาทิตย์ ถักหมักของเสียในห้องน้ำ และระบบพึ่งพาตนเองอย่างครบครัน แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ในปี 2005 เกาะแห่งนี้นั้นได้ถูกทำลายลงด้วยพายุเฮอริเคนเอมิลี่ แต่นั่นก็ไม่ทำให้ทุกอย่างต้องจบสิ้นไปด้วย เมื่อในปลายปี 2007 ริชาร์ต ได้สร้างสรรค์เกาะมหัศจรรย์ขึ้นอีกครั้งบนน่านน้ำ "Isla Mujeres"

ซึ่งเกาะแห่งใหม่นี้มีชื่อว่า “Joyxee Island” บนขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 20 เมตร และขยายออกไปเป็น 25 เมตร พร้อมด้วยพืชพรรณและป่าโกงกางที่เติบโตขึ้น 

โดยเกาะแห่งใหม่นั้นประกอบไปด้วยบ้านที่มีระบบพึ่งพาตนเองด้วยแผงเซลล์แสงอาทิตย์เช่นเดียวกัน พร้อมทั้งระบบพลังงานคลื่นเพื่อการซักผ้า รวมถึงถักหมักในห้องน้ำ ระบบเก็บเกี่ยวน้ำฝน พื้นที่สีเขียวที่ประกอบไปด้วยน้ำตก ลำธาร 2 บ่อน้ำ บนขวดพลาสติกทั้งสิ้น 150,000ใบ 











ที่มา http://www.energysavingmedia.com/news/page.php?a=10&n=15&cno=6122
โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ 22 เม.ย. 2557 18:45
          เนื่องในวันที่ 22 เม.ย. ของทุกปีเป็นวันเอิร์ธเดย์ หลายคนคงพยายามทำให้ออฟฟิศของตัวเองเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จึงมี 6 วิธีง่ายที่จะทำให้สำนักงานที่เราต้องทำงานทุกวันกลายเป็น Green Office ตั้งแต่ออกประตูบ้านยันโต๊ะที่นั่งทำงาน...
          เนื่องในวันที่ 22 เม.ย. ของทุกปี เป็นวันคุ้มครองโลก (เอิร์ธเดย์) หลายคนคงพยายามทำให้บ้านของตัวเองเป็นบ้านที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ประหยัดพลังงานกันอย่างเต็มที่ แต่สถานที่อีกแห่งที่เราต้องใช้่ชีวิตเกือบทั้งวัน คือ สำนักงาน หรือออฟฟิศ จะทำอย่างไรให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เว็บไซต์ Mashable มีวิธีง่ายมาแนะนำ ในการสร้างพื้นที่สีเขียวในสำนักงาน
          1. การรีไซเคิล หนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุดของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เราอาจจะตั้งถังขยะที่แบ่งแยกประเภทตามสีต่างๆ กระตุ้นให้คนในออฟฟิศมาช่วยกันคัดแยกขยะ อาทิ กระดาษ กระป๋องอลูมิเนียม พลาสติก หรือแก้ว รวมทั้งขยะที่เป็นอันตราย เช่น ก้อนถ่านไฟฉาย และตลับหมึกพิมพ์
           2. ใช้งานกระดาษให้คุ้มค่า พริ้นเตอร์สำนักงานถือเป็นอุปกรณ์ที่ทุกๆ สำนักงานต้องมี และยังเป็นศูนย์กลางของขยะจากการผลิตเอกสาร หากมีการใช้งานด้วยการพิมพ์กระดาษหน้าเดียว ดังนั้น เราควรใช้งานกระดาษ 2 ด้าน ไม่ใช่แค่เป็นการประหยัดค่ากระดาษ แต่ยังเป็นการทำให้คนคิดทบทวนก่อนจะสั่งพิมพ์ หรือส่งเอกสารให้ใครๆ นอกจากนี้ ยังสามารถใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์แทนกระดาษได้ ด้วยการส่งไฟล์ไปเปิดอ่านทางคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต สมาร์ทโฟน หรือแม้แต่อีเมล์
ประหยัดพลังงาน ลดการใช้ไฟฟ้่า
          3. ใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม ถ้าเป็นไปได้ลองสังเกตเครื่องใช้ไฟฟ้า และคอมพิวเตอร์ที่มีเครื่องหมาย Energy Star มาใช่้ทดแทนเครื่องเก่า เพราะผลิตภัณฑ์ที่ได้รับเครื่องหมายนี้แสดงว่า เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีการใช้พลังงานได้คุ้มค่า
          สำหรับ Energy Star เป็นมาตรฐานรับรอง และใช้ในการโปรโมตผลิตภัณฑ์ที่ประหยัดพลังงาน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นอกเหนือจากอุปกรณ์สำนักงานทางเลือก เช่น ดินสอไม้ไผ่ พริ้นเตอร์ที่ใช้กระดาษรีไซเคิลได้ หลอดไฟแอลอีดี สำหรับโคมไฟตั้งโต๊ะและที่อื่นๆ เป็นต้น นอกจากนี้ควรปลูกฝังนิสัยการประหยัดด้วยการปิดหน้าจอ และคอมพิวเตอร์ทุกครั้งเมื่อไม่ได้ใช้ รวมทั้งอุปกรณ์อื่นๆ ด้วย
          4. ปรับปรุงห้องครัวใหม่ อีกหนึี่งทางที่จะหยุดการสร้างขยะเพิ่มขึ้น ลดการใช้พลาสติก แก้ว คือ การใช้ภาชนะที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ด้วยการล้าง ไม่ว่าจะเป็นจาน ชาม และของใช้ในครัวต่างๆ กระตุ้นให้คนในออฟฟิศหันมาใช้แก้วส่วนตัวแทนที่แก้วกระดาษ หนือนำเอาเครื่องครัวส่วนตัวมาใช้เอง
          จากรายงานของ Earth911 ระบุว่าในแต่ละปีชาวอเมริกันที่ทำงานออฟฟิศใช้แก้วกว่า 500 ใบ และส่วนมากเป็นแก้วกระดาษและแก้วพลาสติกที่ต้องโดนทิ้งไป รวมทั้งช้อนและส้อมพลาสติก โดยหากเอามาเรียงต่อกันขยะเหล่านี้สามารถวนรอบโลกผ่านเส้นศูนย์สูตรได้ถึง 300 รอบ นอกจากนี้เมื่อไม่มีคนอยู่ออฟฟิศ ควรดึงปลั๊กเตาไมโครเวฟ เครื่องปิ้งขนมปัง และ เครื่องทำกาแฟ รวมทั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าอื่นๆ ทุกครั้ง และจะให้ดีหากนำอาหารมาจากบ้านควรใส่ถุงผ้าที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้จะดีที่สุด
หากลดการใช้รถได้ 2 วันต่อสัปดาห์จะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 1,600 ปอนด์ต่อปี
          6. สร้างทีมงานที่ยั่งยืน ทุกสิ่งที่กล่าวมาจะสำเร็จไม่ได้เลยหากไม่ได้รับความร่วมมือจากคนในออฟฟิศและเพื่อนร่วมงาน ที่จะสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้น โดยในออฟฟิศอาจมีการมอบรางวัลพิเศษสำหรับคนที่มีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากที่สุด เพื่อสร้างความสนุกสนาน และทำให้เกิดการแข่งขันเพื่อจูงใจให้คนเข้าร่วม
คนในออฟฟิศต้องร่วมใจกัน เพื่อไปให้ถึงจุดหมาย

ที่มา : http://www.thairath.co.th/content/418148
นางสาววิชุดา มั่นต อ
นักศึกษาวิทยาลัยพลังงานและสิ่งแวดล อม
สาขา วิทยาศาสตร สิ่งแวดล อม มหาวิทยาลัยพะเยา



                   ในปัจจุบัน......เนื่องจากประชากรมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทำให้ มีการผลิตขยะมากขึ้นซึ่งปัญหาขยะเป็นเรื่องใกล้ ตัวที่ถูกมองข้ามสำหรับสังคมไทย ที่ไม่ว่าจะเดินทางไปที่ไหนก็สามารถพบเห็นขยะได้ทุกที่ เมื่อทุกคนได้ ยินคำว่าขยะ ต่างก็มีความรู้สึกที่ไม่ดีต่อสิ่งเหล้านี้ทั้งๆ ที่สิ่งเหล่านี้มนุษย์ เป็นผู้ทำให้ เกิดขึ้นทั้งนี้เป็นเพราะคนทั่วไปมองเห็นภาพของขยะเป็นของแข็งที่กองอยู่ส่งกลิ่นเหม็น มีเชื้อโรคหรือแบคทีเรียสะสมอยู่ มีแมลงบินตอมอยู่มาก เป็นแหล่งก่อความรำคาญให้กับคนและสัตว์เลี้ยง ซึ่งทุกวันนี้ปริมาณขยะจากบ้านเรือนที่มีมากจนไม่สามารถกำจัดได ้หมดจึงเกิดปัญหาต่างๆ มากมายตามมาโดยเฉพาะขยะที่ส่งกลิ่นเหม็นรบกวน และยังเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ เชื้อโรคต่างๆ ล้วนแต่เป็นอันตรายต่อมนุษย ์ โดยมนุษย์นั้นสัมผัสกับอันตรายที่เกิดขึ้นจากขยะเข้าสู่ร่างกายได้ 3 ทาง คือ ทางผิวหนัง ทางการหายใจ และทางเดินอาหาร
                    โดยสำนักคณะงานกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (เดิม) เมื่อ พ.ศ. 2535 ได้ให้คำนิยาม "ของเสียที่เป็นอันตราย"  ว่าหมายถึง สารหรือวัตถุที่ไม่ใช้หรือใช ้ไม่ได้ที่มีส่วนประกอบหรือเจือจางด้วยสารไวไฟ สารกัดกร่อน สารพิษ สารที่สามารถชะล้างได้  สารกัมมันตรังสี และ/หรือ สิ่งที่ทำให้เกิดโรคซึ่งเกิดจากกิจกรรมต่างๆ เช่น อุตสาหกรรม ชุมชน เกษตรกรรม ซึ่งของเสียต่างๆเหล่านี้ หากขาดการดูแลหรือกำจัดอย่างถูกวิธี ก็จะก่อให ้เกิดผลเสียต่างๆตามมา เช่น การระเบิด หรือ การติดไฟ เกิดไอสารพิษที่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต และเมื่อปนเปื้อนลงในแหล่งน้ำแล้ว ยิ่งเป็นอันตรายอย่างมากกับสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำและมนุษย์ที่ต่อใช ้น้ำนั้นในการอุปโภคบริโภค
                     ถึงแม้ว่าโรคที่เกิดจากขยะจะยังไม่ปรากฏให้ เห็นผลที่เกิดขึ้นโดยตรงแต่จากข้อมูลที่ได้ ศึกษามานั้นผู้ที่ได้รับผลกระทบด้านสุขภาพที่เกิดจากการสัมผัสขยะ คือ กลุ่มคนที่คุ้ยขยะ ผู้ที่รับซื้อของเก่า และประชาชนที่อยู่บริเวณใกล้เคียง โดยโรคที่มาจากขยะที่พบมากที่สุด คือ ท้องร่วง ท้องเสีย โรคภูมิแพ้  คลื่นไส ้ อาเจียน  และปวดศีรษะ หากประชาชนได้สัมผัสกับสารพิษเป็นระยะเวลานาน  ไม่ว่าจะเป็นการสัมผัสจากทางเดินหายใจ  หรือการสัมผัสทางผิวหนัง อากาศเสีย จากการเผาขยะมูลฝอยกลางแจ้ง ทำให้เกิดควันและสารพิษปนเปื้อนในอากาศ เช่น สารไดออกซิน ระหว่างการเผาซึ่งสารทั้งสองชนิดนี้เป็นสารที่ก่อให้ เกิดมะเร็งและทำลายการทำงานของตับได ้
                      นอกจากนี้ สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดมลพิษทางสิ่งแวดล้อมก็คือ ขยะ ไม่ว่าจะเป็นมลพิษทางดิน มลพิษทางน้ำ  และมลพิษทางอากาศเนื่องจากขาดการจัดการการกำจัดอย่างถูกวิธี และยังไม่รวมถึงการลักลอบทิ้งขยะอันตรายอีกจำนวนมากที่ทำให้เกิดปัญหาในการกำจัดขยะอันตราย ซึ่งเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตบนโลกเราได้  รวมถึงการกำจัดขยะ โดยการเผาในพื้นที่โล้งแจ้ง ทำให้เกิดก๊าซพิษและฝุ่นละอองที่เกิดจากเศษขยะที่มีขนาดเล็ก ที่เป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ และปัญหาแก็สเรือนกระจก ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ซึ่งปัญหาเหล่านี้ได้ เกี่ยวข้องกันเป็น  ห่วงโซ่  หากมีการจัดการกำจัดขยะหรือคัดแยกขยะอันตรายอย่างถูกวิธีแล้ว ปัญหาต่างๆ ก็จะไม่เกิดขึ้น หรืออาจมีผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนลดลง






แหล่งที่มา : วิชินพงศ สินชัยศรี
                    http://www.nectec.or.th
          เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2557  ณ  สำนักสงฆ์กิตติภาวนา หมู่ 9  ต.เบิกไพร  อ.จอมบีง  จ.ราชบุรี  70150  กลุ่มของขาพเจ้าได้ไปปลุกป่า เพื่อคืนความสมบูรณ์ให้แก่ธรรมชาติถึงอาจเป็นเพียงแค่ประชากรกลุ่มเล็กๆ อาจทำอะไรไม่ได้มาก แต่ข้าพเจ้าก็จะทำต่อไปเรื่อยๆ เพื่อประโยชน์อันสูงสุด